กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ขอเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป ร่วมแสดงความคิดเห็นและเสนอแนะ ต่อร่างกฎกระทรวง จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ ร่างกฎกระทรวงกำหนดกิจการอื่นในสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ(ฉบับที่ …) พ.ศ. … ร่างกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานด้านสถานที่ ความปลอดภัย และการให้บริการ และร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียม การชำระค่าธรรมเนียม และการยกเว้นค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการประกอบกิจการน้ำพุเพื่อสุขภาพ พ.ศ. … เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค โดยมีการกำหนดมาตรฐานสถานประกอบการเพื่อสุขภาพประเภทกิจการน้ำพุเพื่อสุขภาพ ทางเว็บไซต์กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ตั้งแต่วันนี้ – 20 พฤศจิกายน 2567 ดร.นพ.ภานุวัฒน์ ปานเกตุ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวว่า ประเทศไทยมีแหล่งน้ำพุธรรมชาติ กว่า 129 แห่ง ใน 27 จังหวัด ซึ่งปัจจุบันกิจการน้ำพุเพื่อสุขภาพยังไม่มีกฎหมายควบคุมกำกับดูแลและการดำเนินกิจการนี้เป็นการเฉพาะ เพื่อให้กิจการดังกล่าว มีมาตรฐาน และให้บริการโดยผู้ที่มีความรู้ความชำนาญ ตลอดจนเพื่อคุ้มครองผู้ใช้บริการให้ได้รับบริการที่มีความปลอดภัยต่อสุขภาพ อนามัย รวมทั้งคุ้มครองผู้บริโภคด้านบริการสุขภาพ กรม สบส. จึงได้จัดทำร่างกฎกระทรวงเกี่ยวกับกิจการน้ำพุเพื่อสุขภาพ จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ ร่างกฎกระทรวงกำหนดกิจการอื่นในสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ (ฉบับที่ …) พ.ศ. ร่างกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานด้านสถานที่ ความปลอดภัย และการให้บริการ และร่างกำหนดค่าธรรมเนียม การชำระค่าธรรมเนียม และการยกเว้นค่าธรรมเนียม การประกอบกิจการน้ำพุ เพื่อให้สถานประกอบการเพื่อสุขภาพประเภทกิจการน้ำพุเพื่อสุขภาพอยู่ภายใต้ตามพระราชบัญญัติสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ. 2559 ดร.นพ.ภานุวัฒน์ ปานเกตุ อธิบดีกรม สบส. กล่าวต่อว่า ร่างกฎกระทรวงฯ ดังกล่าวมีสาระสำคัญ คือ การแบ่งลักษณะน้ำพุเพื่อสุขภาพ เป็น 3 ลักษณะ ได้แก่ 1.กิจการที่ให้บริการโดยใช้น้ำพุที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มาให้บริการในสถานที่ธรรมชาติ ที่แหล่งน้ำพุนั้นตั้งอยู่ 2.กิจการที่ให้บริการโดยใช้น้ำพุที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยลำเลียงหรือขนส่งน้ำพุธรรมชาติ มาให้บริการเพื่อสุขภาพ และ 3.กิจการที่ให้บริการโดยใช้น้ำบาดาลมาให้บริการเพื่อสุขภาพ เป็นต้น กรม สบส. ขอเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป ร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ได้ตั้งแต่บัดนี้ – 20 พฤศจิกายน 2567 ผ่านเว็บไซต์ กรม สบส. https://hss.moph.go.th
กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) เดินหน้าสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายภาคประชาชน ในการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs จัดกิจกรรม “อสม. ชวนนับคาร์บ” หนุน อสม.ลงเคาะประตูบ้านให้ความรู้ชาวชุมชนในการรับประทานอาหารอย่างเหมาะสม สร้างพฤติกรรมสุขภาพดี ประชาชนทั่วไทยห่างไกลโรค NCDs ดร.นายแพทย์ภานุวัฒน์ ปานเกตุ อธิบดีกรม สบส. เผยว่า ตามนโยบายกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2568 “ยกระดับการสาธารณสุขไทย สุขภาพแข็งแรงทุกวัย เศรษฐกิจสุขภาพไทยมั่นคง” ซึ่งมุ่งส่งเสริมให้คนไทยห่างไกลโรค และภัยสุขภาพ โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้องรัง หรือ NCDs ด้วยการลดหรือไม่ใช้ยาเคมีในการรักษา แต่ให้นำแนวคิดเวชศาสตร์วิถีชีวิตและสุขภาพองค์รวม มาใช้ดูแล ส่งเสริมสุขภาพ ดังนั้น กรม สบส. ในฐานะหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการดูแลเครือข่ายสาธารณสุขภาคประชาชนอย่าง อสม. จึงได้เร่งผลักดันแนวทางการเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่าย อสม. ตามแนวคิด “NCDs ดีได้ ด้วยกลไก อสม.” เดินหน้าสนับสนุนองค์ความรู้ในการดูแล และปรับพฤติกรรมสุขภาพให้กับ อสม. ได้นำไปใช้ปฏิบัติและส่งต่อสู่ชุมชน โดยเฉพาะ การวางแผนรับประทานคาร์โบไฮเดรตหรือเรียกสั้นๆ ว่าคาร์บ ในชื่อกิจกรรม “อสม. ชวนนับคาร์บ” ซึ่งตั้งเป้าภายในสิ้นปี 2567 อสม. ทั่วประเทศ สามารถเข้าใจความหมาย และสูตรคำนวณปริมาณการรับประทานคาร์บ รวมทั้ง เป็นแกนนำสุขภาพลงเคาะประตูบ้านให้ความรู้ชาวชุมชนในการคำนวณปริมาณคาร์บที่ควรได้รับในแต่ละวัน โดยใช้แอปพลิเคชัน SMART อสม. พร้อมบันทึกข้อมูลสุขภาพของประชาชนลงในแอปพลิเคชัน SMART อสม. ซึ่งเชื่อมโยงกับระบบ “3 หมอรู้จักคุณ” เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการดูแลสุขภาพประชาชน โดยจะมีการขอความร่วมมือจากประธานชมรม อสม. ในทุกระดับทั้ง ภาค เขต หรือจังหวัด ฯลฯ ร่วมติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินกิจกรรม “อสม. ชวนนับคาร์บ” ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามที่กระทรวงสาธารณสุขตั้งเป้าหมายไว้ในการป้องกัน และลดความเสี่ยงการเกิดโรค NCDs ของประชาชนชาวไทย นายแพทย์กรกฤช ลิ้มสมมุติ รองอธิบดีกรม สบส. กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจาก กิจกรรม “อสม. ชวนนับคาร์บ” แล้ว เพื่อให้การลดโรค NCDs ดำเนินการโดยรวดเร็ว กรม สบส. ยังกำหนดแนวทางเสริมความเข้มแข็งให้ อสม. ได้ร่วมมีบทบาทในการลดโรค NCDs ใน 5 ด้าน ได้แก่ 1. อสม. คัดกรองสุขภาพประชาชน อายุ 35 ปีขึ้นไป โดยใช้แอปพลิเคชัน SMART อสม. 2. อสม.ให้คำแนะนำในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ได้แก่ การนับคาร์บ/การควบคุมอาหารหวาน มัน เค็ม/ การออกกำลังกาย 3. สร้างอาสาสมัครประจำครอบครัว (อสค.) ดูแลการกินยา สุขภาพใจ จัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม ตามแนวทางกรม สบส. 4. ติดตามเยี่ยมบ้านร่วมกับเจ้าหน้าที่ วางแผน ติดตาม ประเมินสุขภาพร่วมกับเจ้าหน้าที่ประจำทุกสัปดาห์/เดือนและส่งต่อ NCDs คลินิก และ 5. ร่วมกิจกรรมรณรงค์แก้ไขปัญหา NCDs ในชุมชน สนับสนุนให้เกิดมาตรการชุมชน เชื่อมประเด็นกับคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่าย อสม.ภาคประชาชน และชุมชน ต่อไป
กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ปรับกระบวนงานบริหารจัดการองค์กรสู่ระบบดิจิทัล นำระบบ Biz Portal มาให้บริการเต็มรูปแบบ ผู้รับบริการสามารถเข้าถึงระบบข้อมูลและงานบริการของกรม สบส. ได้อย่างสะดวกสบายกว่า 55 รายการ นายแพทย์กรกฤช ลิ้มสมมุติ รองอธิบดี กรม สบส. กล่าวว่า ด้วยยุคสมัยและวิถีชีวิตของประชาชนที่มี การเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ภาครัฐจะต้องมีการเสริมสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีขององค์กรให้ทันสมัยก้าวทันต่อสถานการณ์ ซึ่งหนึ่งในแนวทางที่จะพัฒนาหน่วยงานให้เกิดความทันสมัยนั้นจะต้องมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ อย่างการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ภายในหน่วยงาน เพิ่มศักยภาพการทำงานขององค์กรให้รวดเร็ว ฉับไว สามารถอำนวย ความสะดวกสบายให้กับประชาชนในหลากหลายด้าน โดยกรม สบส. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความเกี่ยวข้องกับบริการ ในด้านระบบริการสุขภาพ ทั้งในส่วนของประชาชนและผู้ประกอบกิจการสถานพยาบาล ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญ ในการเปลี่ยนแปลง จึงได้นำเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อยกระดับการให้บริการ โดยพัฒนาระบบ Platform เพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนงานบริหารจัดการองค์กรสู่ระบบดิจิทัล อำนวยความสะดวกให้ประชาชนหรือผู้รับบริการสามารถทำธุรกรรม ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้แบบครบวงจร ผ่านเว็บไซต์ศูนย์กลางบริการภาครัฐเพื่อภาคธุรกิจ (https://bizportal.go.th) ซึ่งปัจจุบันประชาชนสามารถเข้าถึงระบบข้อมูลและงานบริการของกรม สบส. ได้กว่า 55 รายการ อาทิ งานบริการเกี่ยวกับสถานพยาบาล การขึ้นทะเบียนเพื่อขอรับหนังสืออนุญาตให้บุคคลทำการประกอบโรคศิลปะ การขอแก้ไขให้ดำเนินการ/ประกอบกิจการสถานพยาบาล (คลินิก) การแจ้งยกเลิกกิจการสถานพยาบาล (คลินิก) การชำระค่าธรรมเนียมรายปี คลินิก/โรงพยาบาล การขอต่ออายุใบอนุญาตให้ดำเนินการและประกอบกิจการสถานพยาบาล ฯลฯ โดยสามารถทำธุรกรรม ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้แบบครบวงจร ณ จุดเดียว สามารถลดภาระด้านเอกสาร และค่าใช้จ่ายในการเดินทาง อีกทั้ง ยังสามารถติดตามสถานะการดำเนินงานด้วยตนเอง ผ่านคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือ โดยในปี 2567 มีสถิติผู้ใช้บริการของกรม สบส. ยอดรวมธุรกรรม Biz Portal รวม 11,650 คำขอ ซึ่งคำขอที่ยื่นผ่านระบบ Biz Portal โดย 3 อันดับที่มีคำขอมากที่สุดคือ 1. การขอรับใบอนุญาตให้ดำเนินการสถานพยาบาล 1,932 คำขอ 2. การชำระค่าธรรมเนียมประจำปี 1,794 คำขอ และ 3. การขออนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล 1,418 คำขอ นายแพทย์กรกฤช ลิ้มสมมุติ รองอธิบดี กรม สบส. กล่าวต่อว่า ระบบ Biz Portal เป็นระบบกลางบริการภาครัฐ เพื่อภาคธุรกิจ เพื่อสื่อสารสร้างความเข้าใจแก่ประชาชน/ผู้ประกอบการ และหน่วยงานภาครัฐ ยกระดับการบริการผ่านช่องทางออนไลน์ ทำให้มีความสะดวก ลดระยะเวลา ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน ไม่ต้องเดินทางไปยื่นเอกสารกับหน่วยงาน แต่สามารถทำได้ด้วยตนเองผ่านระบบออนไลน์ โดยประชาชนหรือผู้ประกอบกิจการสามารถลงทะเบียนออนไลน์ขอรับบริการได้ที่เว็บไซต์ศูนย์กลางบริการภาครัฐเพื่อภาคธุรกิจ หรือเว็บไซต์กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และหากมีข้อสงสัย หรือคำถามสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ทางหมายเลขโทรศัพท์ 0 2193 7000 ในวันและเวลาราชการ
เอกสารประกอบ
จุลสารออนไลน์ สบส.ซอย 8 ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2567 ขานรับนโยบาย คนไทยห่างไกล NCDs ที่ลิงก์นี้ https://prgroup.hss.moph.go.th/medias/booklet/3557 หรือสแกนคิวอาร์โค้ดในรูปภาพ พบกับสาระความรู้ How to สุขภาพ ข่าวสารกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ได้ทุกเดือน ผ่านช่องทาง Facebook จุลสารออนไลน์ สบส.ซอย 8 และเว็บไซต์สำนักสื่อสารและประชาสัมพันธ์ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ
“นับก่อน รู้ก่อน ห่างไกล NCDs” ดร.นายแพทย์ภานุวัฒน์ ปานเกตุ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ( กรม สบส.) ติวนับคาร์บ ผู้บริหาร และบุคลากร กรม สบส. เป็นต้นแบบลดโรค NCDs สื่อสารถึง อสม. และประชาชนตามนโยบายกระทรวงสาธารณสุข
กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) กระทรวงสาธารณสุข แนะประชาชนพิจารณาให้ถี่ถ้วน อย่าหลงเชื่อเอเจนซี่ หรือกูรูความงามพาบินศัลยกรรมข้ามประเทศ สุ่มเสี่ยงได้รับบริการที่ไม่ตรงกับที่อวดอ้าง อีกทั้ง ไร้กฎหมายคุ้มครองเมื่อได้รับผลกระทบจากบริการ ดร.นายแพทย์ภานุวัฒน์ ปานเกตุ อธิบดีกรม สบส. กล่าวว่า ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการศัลยกรรมและเสริมความงาม ถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีการเติบโตและขยายตัวอย่างมากทั้งในไทยและตลาดโลก จากเทรนด์ของผู้บริโภค ยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของความงามและผิวพรรณมากขึ้น โดยมักจะเลือกใช้บริการจากสถานพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น คลินิก หรือโรงพยาบาลเฉพาะทางทั้งในประเทศและต่างประเทศ จึงเปิดโอกาสให้บุคคลบางกลุ่มเข้ามารับบทเป็นเอเจนซี่ (Agency) หรือกูรู (Guru) ด้านความงาม มาให้คำแนะนำ และชักชวนประชาชนให้เข้ารับบริการศัลยกรรมเสริมความงามกับสถานพยาบาลทั้งในหรือต่างประเทศ ซึ่งการที่ประชาชนให้ความสำคัญต่อสุขภาพและความงามย่อมเป็นสิ่งที่ดี แต่อย่างไรก็ตาม การรับบริการทางการแพทย์ทุกประเภทจะต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน อย่าด่วนตัดสินใจเลือกรับบริการเพียงเพราะรับข้อมูลโฆษณา หรือคำแนะนำจากเอเจนซี่ หรือกูรู แม้บางรายมีการยกอาชีพว่าเป็นแพทย์หรือเป็นผู้มีประสบการณ์ด้านเสริมความงามมากล่าวอ้าง แต่ก็ไม่สามารถเป็นเครื่องการันตีถึงความปลอดภัย ด้วยบริการทางการแพทย์ทุกชนิดมีความเสี่ยงที่แตกต่างกันผู้บริโภคจึงอาจจะไม่ได้รับผลลัพธ์ตรงตามที่กล่าวอ้าง ประการสำคัญ การรับบริการจากคลินิก หรือโรงพยาบาลเอกชนในต่างประเทศนั้น หากผู้บริโภคได้รับผลกระทบต่อสุขภาพหรือร่างกายจากบริการแล้ว กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถานพยาบาลของประเทศไทยก็มิได้มีผลคุ้มครองจากกรณีดังกล่าว ซึ่งอาจจะส่งผลให้การดำเนินคดี หรือการเรียกค่าชดเชยเป็นไปได้ยาก ดร.ทันตแพทย์อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรม สบส. กล่าวเพิ่มเติมว่า ดังนั้น เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภค กรม สบส.จึงมีระบบเฝ้าระวังการกระทำผิดกฎหมายสถานพยาบาล โดยศูนย์ปฏิบัติการตรวจสอบการกระทำความผิดทางเทคโนโลยี ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายตรวจสอบการเผยแพร่โฆษณาของสถานพยาบาลผ่านสื่อโซเชียลอย่างใกล้ชิด หากพบเบาะแสว่ามีเอเจนซี่ หรือกูรู ทำการโฆษณาชักชวนประชาชนให้เข้ารับบริการกับสถานพยาบาลเอกชนในประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย จะมีการดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ในฐานทำการโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุมัติ และหากตรวจสอบพบว่าเนื้อหาของโฆษณา เข้าข่ายเป็นเท็จ โอ้อวดเกินความจริง ซึ่งมีโทษทั้งจำทั้งปรับ อีกทั้ง จะมีการขยายผล ติดตามพฤติกรรม ตรวจสอบไปถึงผู้ที่คาดว่ามีความเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด หรือมีความผิดตามกฎหมายอื่นที่มีความเชื่อมโยงในระบบออนไลน์ ทั้งนี้ ประชาชนทั่วไปก็สามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ในการคุ้มครองผู้บริโภคได้ หากพบเห็นเบาะแสการกระทำผิดที่เกี่ยวข้องกับระบบริการสุขภาพ อาทิ คลินิกเถื่อน หมอเถื่อน การโฆษณา โอ้อวด เกินจริง ฯลฯ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ กรม สบส. ทางหมายเลขโทรศัพท์ 0 2193 7000